จิตวิทยาสามารถมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้!?

จิตวิทยาสามารถมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้!?

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!!..ว่าหลักจิตวิทยาสามารถนำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจได้ หากทำการศึกษาและวิเคราะห์ เพราะนักการตลาดที่ประสบความสำเร็จมักรู้วิธีใช้หลักการทางจิตวิทยามาประยุกต์เพื่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ และนำมาใช้กับ Digital Marketing ผ่านช่องทางเว็บไซต์และ Social Mediaได้เช่นกัน เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าหรือวิเคราะห์ และการจูงใจ (ทฤษฎีการโน้มน้าวของมาสโลว์) เพื่อมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และอีกทั้งยังช่วยฝังความคิดให้ลูกค้าเกิดความชื่นชอบในแบรนด์ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ดังนั้นหลักจิตวิทยาสามารถแบ่งออก 4 ข้อ ที่มีประสิทธิภาพและนำไปใช้ได้จริง เพื่อยกระดับธุรกิจ สู่กลยุทธ์ใหม่

จิตวิทยาสามารถมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้!?

 

1.กระตุ้นความท้าทาย
การลดราคาบางครั้งก็ยังไม่อาจกระตุ้นความท้าทายของลูกค้าได้ หากแต่ลูกค้ายังคงติดภาพราคาเดิมๆและคิดว่าสินค้าชิ้นนี้ไม่เป็นที่ต้องการ “เพราะฉะนั้นใยเราถึงต้องซื้อ” ในกฏการโน้มน้าวของมาสโลว์ เมื่อนำมาปรับใช้สามารถอธิบายไว้ว่า สินค้าฟรีต่างหาก คือสิ่งที่จะกระตุ้นยอดขายได้ เพราะความอยากรู้ของมนุษย์นั้นไม่สิ้นสุดและความต้องการชนะ หากเมื่อใดที่พวกเขาเห็นสินค้าที่เขียนว่า ซื้อ 5 แถม 1 หรือ ซื้อ 10 แถม 2 และแถมค่าจัดส่ง (แต่ราคาสินค้าต้องยังคงตรึงราคาให้สูงไว้) สิ่งนี้จะไปกระตุ้นความอยากรู้ของลูกค้า เสมือนการเล่นเกมส์ เพราะลูกค้าจะรู้สึกว่า “เราต้องเอาชนะให้ได้ หากซื้อสินค้าจำนวนเท่านี้ ก็จะได้” มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องการเอาชนะ ถึงแม้จะบอกว่าพอแล้วแต่ในใจยังคงมีความต้องการ (NEED) เพียงแค่เจ้าของธุรกิจลองนำไปใช้ให้ถูกจุด ถูกหลักการขาย

2.ทำให้มันง่ายเข้าไว้
เว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย หรือการออกแบบไม่ซับซ้อน , การสั่งสินค้าง่าย, กรอกแบบฟอร์มง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก, สมัครสมาชิกแบบง่ายๆ, และการเขียนคำอธิบายต่างๆให้เข้าใจง่ายๆ รวมถึงการใช้รูปภาพให้เข้าใจง่ายที่สุด

อะไรง่ายๆย่อมดีที่สุด เพราะมนุษย์มักจะเลือกสิ่งที่คิดว่าปลอดภัย หมายถึงร้านค้าออนไลน์ ลูกค้าไม่สามารถรู้จักหน้าตาของผู้ขาย จึงจำต้องทำออกมาในรูปแบบที่ง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน เช่น ต้องคลิกนู่น กดนี่ สมัครนั่น ฯลฯ ความเรียบง่ายจะช่วยการตัดสินใจของลูกค้าสำหรับการชำระเงิน ซึ่งความเรียบง่ายจะดึงดูดผู้คน จึงจำเป็นต้องทำให้มันง่ายเข้าไว้

3.ตอบสนองความอยากรู้ อยากเห็น
“การตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น” มนุษย์มีความรู้สึกที่ไม่รู้จักพอ กับความอยากรู้อยากเห็น มันเป็นสิ่งที่กระตุ้น ให้ผู้ชมเกิดความต้องการที่จะรู้ในเรื่องๆนั้นให้ได้ (NEED)

เพราะการอยากรู้อยากเห็นเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ทำให้เกิดการค้นพบ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต ซึ่งในทางหลักจิตวิทยาได้จำกัดความหมายของ “ความอยากรู้” เอาไว้ว่า คือ ความปราถนาที่ต้องการจะรู้หรือเรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง George Loewenstein นักจิตวิทยา ได้ทำการค้นคว้าและทำการทดลองพฤติกรรมมนุษย์ในเรื่องความอยากรู้ ซึ่งสามารถสรุปการทดลองได้ดังนี้ ความอยากรู้มันมีแรงจูงใจสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เหมือนการพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ งานอาร์ตเวิร์คต่างๆ หรือการเขียนหัวเรื่อง ที่น่าดึงดูด จนเราเห็นเป็นอันต้อง “คลิก” เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเจอประสบการณ์เหล่านี้ รวมถึงการตั้ง คำถาม-ตอบ ใน Facebook ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการ แชร์ Comment ทั้งหมดนี้เป็นแรงกระตุ้นที่จิตเราสั่งให้เราต้องการหาคำตอบให้ได้ว่า เมื่อเราคลิกไปแล้วมันคืออะไร มันจะตอบสนองตามที่เราคิดหรือไม่ เพราะตามที่ทราบกัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่กระหายความอยากรู้ตลอดเวลา ดังนั้นเจ้าของเว็บไซต์ลองหัดเขียน Head Lineให้น่าสนใจที่สุด หากเมื่อไหร่ที่เจ้าของเว็บไซต์สามารถเขียน Head line สินค้าให้น่าดึงดูดได้ละก็ ผู้ชมก็จะกลับกลายเป็นลูกค้าของคุณได้เช่นกัน

4.ประโยชน์เท่านั้นที่มนุษย์อยากได้
สินค้าที่ให้ประโยชน์ หรือสินค้าที่สามารถแก้ปัญหา สินค้าแบบไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการขาย !! หากคุณคิดว่า “ประโยชน์” เท่านั้นที่ขายได้ละก็ “คุณคิดถูก”

หากในอดีตสินค้าที่มีคุณสมบัติในการแก้ไขได้ร้อยแปดถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม แต่การแก้ปัญหานั้นไม่เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการอีกต่อไป เพราะในยุคที่อินเตอร์เน็ตง่ายต่อการใช้งานและการเข้าถึงง่าย ลูกค้าสามารถหาข้อมูลการแก้ปัญหาในเรื่องๆนั้น ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสินค้าเหล่านั้น เจ้าของสินค้าจึงต้องเปลี่ยนเทคนิคการขาย ในเรื่องของการตั้งคุณสมบัติของสินค้าว่า “สินค้าชิ้นนี้จะให้ประโยชน์อะไร” และอะไรที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อซื้อสินค้าชิ้นนี้ เพราะทางมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ได้อธิบายหลักของจิตวิทยาข้อนี้ไว้ว่า “ปัจจุบันลูกค้าไม่จำเป็นต้องพึ่งสินค้าสำหรับการแก้ปัญหา ดังนั้นในใบประกาศสินค้าควรเขียนถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อซื้อสินค้าไป” มันเป็นสิ่งที่ชักจูงจิตใจของผู้ชมให้ซื้อสินค้าของคุณ ?

และสิ่งสำคัญ คือการศึกษาวิธีทางการตลาด ว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับแบบไหน เพื่อจะได้รับกับกลยุทธ์พิชัตใจลูกค้า ยิ่งเราทำการตลาดที่มาถูกทางและถูกต้อง ธุรกิจก็สามารถเติบโตและเข้าไปนั่งในใจลูกค้าได้ไม่ยาก