เกี่ยวกับจิตวิทยา

การรักษา

การรักษาโรค

            พูดถึงเรื่องการรักษาโรคของผู้ป่วยในโรคต่างๆมีทั้งแบบรักษาหาย และ รักษาไม่หาย แต่ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ อย่างเช่น ผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามที่หมอบอกหรือรับประทานยาไม่ตรงเวลาทานบ้างไม่ทานบ้างผู้ป่วยรายนี้จะไม่มีทางหายจากโรคนี้ได้ ผู้ป่วยที่ปฏิบัติตามที่หมอบอก ทานยาตรงเวลา ก็มีสิทธิที่จะหายจากโรคได้หรือถ้าผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงไม่มีทางรักษาหายได้ แต่ถ้าปฏิบัติตามที่หมอบอกก็สามารถที่จะใช้ชีวิตปกติได้แต่โรคนั้นจะยังคงอยู่

<ยกตัวอย่างเช่น>

โรคหัวใจ

โรคหัวใจ

                หัวใจเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเพื่อนำพาออกซิเจนและธาตุอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกายปกติโดยทั่วไปแล้ว มักจะไม่มีสัญญาณเตือนว่าได้ป่วยเป็นโรคหัวใจแล้ว แต่แพทย์สามารถใช้การทดสอบสมรรถภาพของหัวใจได้ ถ้าบุคคลใดทีเป็นโรคหัวใจแล้วไม่มีทางที่จะรักษาให้หายได้แต่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปกติแต่ต้องได้รับการรักษา เมื่อมีปัญหาด้านหัวใจเกิดขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ควรระมัดระวังในการรับประทานอาหาร การทำกิจกรรมที่รุนแรง หรือสิ่งที่เป็นผลกระทบต่อจิตใจ ผู้ป่วยในโรคนี้ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด บางคนอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ โรคหัวใจเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ หรือบางคนอาจจะเป็นมาตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว บางคนอาจเป็นกับกรรมพันธ์ก็ได้

ผู้ป่วยทางจิตใจ

ผู้ป่วยทางจิตใจ!!

ผู้ป่วยทางจิตใจ

                  ผู้ป่วยทางจิตใจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ผู้ที่มีความเครียดหรืออะไรก็ตามที่เป็นผลกระทบต่อจิตใจ เราเรียกว่าผู้ป่วยทางจิตใจหมด สิ่งที่ร้ายแรงหรือรุนแรงมักมีผลกระทบทางด้านจิตใจของเราบางทีเราอาจจะรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จนทำให้ใจเรามีความผิดปกติ บางคนคิดมากก็มีผลกระทบทางจิตและสมองได้เหมือนกัน เราพยายามอย่าให้มีความเครียดบางทีสมองของคนเราอาจจะไม่ทำงานงาน ทำให้คิดไม่ออกจนเป็นผลกระทบทางจิตใตของเราจนระบบร่างกายของเราไม่ทำงานก็ได้

ผู้ป่วยทางจิต

                  คือผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ก็คือโรคซึมเศร้า โรคเครียด กลุ่มโรคทางจิตที่ร้ายแรงที่สุดคือผู้ป่วยเป็นโรคทางจิต แต่คนที่มีอาการนี้มักไม่เปิดเผยตัวเอง และโรคนี้มักถูกมองข้ามอีกทั้งเป็นที่รังเกียจอีกด้วย คนที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นและการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ โรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยโรคทางจิตไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอส่วนตัวหรือเป็นนิสัยปกติของคนนั้น แต่ถ้าได้รับการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมก็สามารถหายได้และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอย่างมีความสุขได้

เทคนิคน่าสนใจ

เทคนิคน่าสนใจ

              เป็นเทคนิคที่จะทำให้คนอื่นทำตามเราโดยไม่รู้ตัว การใช้เทคนิคจิตวิทยา ไม่ใช่การหลอกล่อเป้าหมายแต่อย่างใดแต่เป็นการโน้มน้าวจิตใจให้อีกฝ่ายทำตามเราไม่ว่าจะเป็นการพูด ท่าทาง หรืออย่างไรก็ตามจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าสิ่งที่เราพูด หรือ ปฏิบัตินั้นน่าสนใจ และลองทำตามเหมือนกับการขายของ ถ้าเราขายขายดีลูกค้าให้ความสนใจก็มีแต่คนอยากจะทำธุรกิจนี้ เช่น

-ในเชิงของนักธุรกิจ ก็เป็นการพูดเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจ นักธุรกิจจำเป็นที่จะต้องพูดให้เร็วขึ้น เพื่อย่นระยะเวลาและการตัดสินใจของลูกค้า ทำให้ข้อต่อรองของเราสามารถทำให้ลูกค้ายอมรับได้ และน่าสนใจเป็นที่สุด

-ความรู้สึก บางทีเราอาจพูดให้เพื่อนโกรธโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่เราก็สามารถพูดโน้มน้าวให้เพื่อนหายโกรธได้ในทางตรงกันข้าม ในระยะเวลาที่รวดเร็วและไม่มีปัญอะไรเกิดขึ้น

-การทำงาน คนเราถ้าทำงานมากๆก็จะทำให้เกิดอาการเครียด เหนื่อยล้า แต่เราก็ยังมีวิธีจัดการให้ตนเองหายเครียดได้โดยที่เราต้องทำกิจกรรมไหนก็ได้ที่ทำให้เราหายเครียด อย่างเช่น ออกมาดื่มเครื่องดื่มที่ทำให้เราสดชื่นขึ้นหรือออกมาพักสมองสักครู่แล้วค่อยลุยงานต่อ หรือทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์น่าสนใจ

-คุยกับตัวเองหน้ากระจก คนที่พูดกับตัวเองหน้ากระจกไม่ใช่คนบ้าหรือเรื่องน่าอายอะไร แต่เป็นวิธีที่ทำให้เราสามารถกล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้น และการพูดให้กำลังใจตัวเองให้เข้มแข็งมากขึ้น

-ใช้เวลาในสิ่งที่ตัวเองชอบ คือการชอบในกิจกรรมต่างๆเช่นการ เล่นเกมส์ เล่นเฟสบุ๊ค อ่านหนังสือ ฯลฯ เป็นต้น แล้วก็กลับมาคิดทบทวนว่าเราชอบอันไหนมากที่สุดและมีความสุขสนุกไปกับสิ่งที่ตนเองทำ

พฤติกรรมเดิมๆ

สาระน่ารู้ ที่มนุษย์เราควรรู้?

                  ในการใช้ชีวิตในแต่ละวันของคนเรามักจะพบปัญหาต่างๆหลายอย่างหรือสิ่งที่เราทำไปโดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว การทำกิจกรรมการเล่น การศึกษา หรือการทำกิจกรรมต่างๆกับครอบครัวมีหลายรูปแบบ เราควรที่จะศึกษาและลองฝึกการใช้กลยุทธ์ต่างๆที่จะทำให้เรานั้นสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้และนำไปใช้ประโยชน์ได้

เรามาดูพฤติกรรมของแต่ละคนว่าเป็นยังไงบ้าง

1.โรคใจอ่อน  พ่อแม่บางคนอาจจะชอบตามใจลูกไม่ค่อยขัดใจลูกนัก บางทีก็สอนลูกในทางที่ผิดเช่นเวลาที่ลูกอยากได้ของเล่นถ้าพ่อแม่ไม่ซื้อให้ลูกก็จะร้องให้ลงไปนอนดิ้นที่พื้น จนพ่อแม่ต้องใจอ่อนซื้อให้ทำให้เด็กเรียนรู้ถึงพฤติกรรมที่ได้รับการตอบสนอง  ก็จะทำบ่อยๆ พ่อแม่ต้องหัดใจแข็งและค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นๆ อาจจะมีเสียงดุด่าเด็กบ้างก็เพื่อเป็นการพูดให้เขารู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ควรทำเด็กจะเปลี่ยนพฤติกรรมเอง

2.ผีเข้าผีออก อารมณ์ไม่คงที่ สับสน อารมณ์แปรปรวน บางครั้งอารมณ์ดี อยู่ดีๆก็หงุดหงิดพฤติกรรมนี้เปรียบได้ว่าผีเข้าผีออก แล้วแต่บางคนว่าจะมาในรูปแบบไหน รุนแรงหรือไม่รุนแรงก็แล้วแต่สถานะการนั้นๆ สังเกตพฤติกรรมตัวเองบ่อยๆและค่อยๆเรียนรู้ ปรับตัว พยายามทำจิตใจให้สงบ แล้วมาคิดว่าเราควรทำอย่างไร

3.ความคิด บางทีคนเราก็คิดเยอะ บางคนคิดน้อย บางคนก็ชอบคิดไปเองหรือบางคนคิดร้าย ส่วนมากถ้าคนเราคิดเยอะ คิดมาก อาจจะทำให้สับสนและคิดอะไรไม่ออกเลย หรือบางทีเราคิดว่าเราอยากจะไปสถานนี้แห่งหนึ่งมาก แต่เรายังไม่ได้ไปเพราะมันเป็นความคิดของเราเองเท่านั้น หรือเราคิดว่าเราทำไม่ได้หรอกทั้งๆที่ยังไม่ลองแต่เราคิดไว้ก่อนแล้ว เป็นต้น

จิตวิเคราะห์

จิตวิเคราะห์

  ผู้นำคนสำคัญคือ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ชาวเวียนนา ได้ศึกษาวิเคราะห์จิต ของมนุษย์ และอธิบายว่า พลังงานจิตทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ มี 3 ลักษณะ คือ


1. จิตสำนึก (conscious mind)

2.จิตกึ่งรู้สำนึก (preconscious mind)

3.จิตไร้สำนึก (unconscious mind)

              ซึ่งมีลักษณะดังนี้ จิตสำนึก เป็นสภาพที่รู้ตัวว่าคือใคร อยู่ที่ไหน ต้องการอะไร หรือกำลังรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งใด ความจำก็เป็นส่วนของจิตกึ่งรู้สำนึกด้วย เช่น ความขมขื่นในอดีต ถ้าไม่คิดถึงก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้านั่ง ทบทวนเหตุการณ์ทีไรก็ทำให้เศร้าได้ทุกครั้ง จิตที่ไม่อยู่ในภาวะที่รู้ตัว เป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ภายในจิตใจ มีการเก็บกด (Repression) เอาไว้อาจเป็นเพราะ ถูกบังคับ หรือไม่สามารถแสดงอาการโต้ตอบได้ในขณะนั้นในที่สุดก็จะฝังแน่นเข้าไป จนเจ้าตัวลืมไปชั่ว ขณะจะแสดงออกมาในลักษณะการพลั้งเผลอ

ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ได้แบ่งการพัฒนาบุคลิกภาพออกเป็น 5 ขั้น คือ

1.ขั้นปาก(Oral Stage) 0-18 เดือน ฟรอยด์เรียกขั้นนี้ว่าเป็นขั้น Oralเป็นวัยที่ความพึงพอใจเกิดจากการดูดนมแม่ นมขวด และดูดนิ้ว ถ้าเด็กหิวแต่แม่ไม่ให้นมเลยหรือให้นมแต่ไม่พอเด็กเกิดความคับข้องใจจะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “การติดตรึงอยู่กับที่” (Fixation)

2.ขั้นทวารหนัก (Anal Stage)18 เดือน – 3 ปี เป็นการสนใจทางด้านทวารหนัก การขับถ่าย อุจจาระซึ่งในระยะนี้เป็นสาเหตุของการคับข้องใจของเด็กพ่อแม่มักจะหัดให้เด็กใช้กระโถนและต้องขับถ่ายเป็นเวลา เนื่องจากเจ้าของความต้องการของผู้ฝึกและความต้องการของเด็กเกี่ยวกับการขับถ่ายไม่ตรงกัน ของเด็กคือความอยากที่จะถ่ายเมื่อไรก็ควรจะทำได้ เด็กอยากจะขับถ่ายเวลาที่มีความต้องการ

3.ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage)3-5 ปีเด็กวัยนี้อยู่ที่อวัยวะสืบพันธุ์ เด็กมักจะต้องลูบคลำอวัยวะเพศ ระยะนี้ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กผู้ชายมีปมเอ็ดดิปุส (Oedipus Complex) อธิบายได้ว่าเด็กในวัยนี้เป็นคนติดแม่รักแม่และอยากจะเป็นเจ้าของแม่แต่เพียงผู้เดียว เด็กหญิงมีปมอีเล็คตรา (Electra Complex) เหมือนกันปมเอ็ดดิปุส แรกทีเดียว เด็กหญิงก็รักแม่มากเหมือนเด็กชาย แต่เมื่อโตขึ้นพบว่าตนเองไม่มีอวัยวะเพศเหมือนเด็กชาย จึงคิดว่าแม่เป็นคนรับผิดชอบเพราะแม่เป็นคนใกล้ชิดที่สุด และโกรธแม่ว่าเป็นคนที่ทำให้ตนไม่มีอวัยวะเพศเหมือนกับเด็กชาย

4.ขั้นแฝง (Latency Stage)เด็กวัยนี้อยู่ระหว่างอายุ 6-12 ปี เด็กวัยนี้เป็นเด็กเก็บกดทางเพศหรือความต้องการทางเพศลดลง เด็กผู้ชายก็จะจับกลุ่มเล่นแต่กับผู้ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงก็จะจับกลุ่มเล่นแต่กับผู้หญิง

5.ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital Stage)วัยนี้เป็นวัยรุ่นเริ่มตัวแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป จะมีความต้องการทางเพศ วัยนี้จะมีความสนใจในเพศตรงข้าม ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่

ความรู้จิตวิทยา

จิตวิทยาเป็นอย่างไร?

 

               ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ เป็นกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ จิตวิทยายังมีความหมายรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้กับกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างเช่น การทำกิจกรรมต่างๆ การทำงาน การศึกษา เป็นต้น  คลอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ทั้งทางกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ความคิดสติปัญญา